Domke F-8 Small Shoulder Bag

http://www.tiffen.com/displayproduct.html?tablename=domke&itemnum=700-80B

Domke F-8 เป็นกระเป๋าสะพายใบเล็กที่สุดของ Domke มีลักษณะแตกต่างจากรุ่นพี่ยอดนิยมอย่าง F-2 หรือ F-3 ตรงที่มันเป็นกระเป๋าที่อยู่ทรง ในขณะที่ F-2 และ F-3 (และอีกหลายๆ รุ่นของ Domke) นั้น ภาพไม่มีอุปกรณ์หรือมี insert ใส่ไว้ กระเป๋าจะกลายเป็นถุงทันที (ไม่มีทรง)

F-8 ถูกผลิตขึ้นจากวัสดุชนิดเดียวกับ F-2 หรือกระเป๋า Canvas อื่นๆ ของ Domke ส่วนเหตุที่มันแข็งเป็นทรงขึ้นมาได้ต่างจากพี่น้องของมันก็เนื่องมาจากด้านในของกระเป๋าถูกเย็บติดด้วยแผ่นกันกระแทก (padded insert) มาเรียบร้อยทั้ง 5 ด้าน (รวมก้นด้วย) ลักษณะกระเป๋าก็เหมือน Domke F-3 ย่อส่วนลงมาอีก ซึ่ง F-8 น่าจะถูกออกแบบมาให้ใส่ DSLR ติดเลนส์นอมอลตัวไม่โตมาก 1 ตัวเท่านั้น ในภาพผมเอา Canon A-1 ติด Winder A2 และเลนส์ 85mm F/1.8 กับเครื่องวัดแสงของผมใส่เข้าไป จะเห็นได้ว่าใส่ได้พอดีเป๊ะ (ผมเคยใช้ใส่กล้อง TLR กับเครื่องวัดแสงก็ปรากฎว่าใส่ได้พอดีเช่นกัน)

ด้านความสวย มันก็สวยดีครับ แนวๆ Domke เค้านั่นแหละ มีหลายสีให้เลือก ใบของผมนี่เป็นสี sand ครับ ด้านความคงทน ก็ต้องเรียกว่าทนมาก แถมยังเป็นกระเป๋าทรงที่ยิ่งเก่ายิ่งขลังซะด้วย (ใบนี้ผมใช้มาสามปีแล้ว ไปมาทั่วเหมือนกัน ไม่มีขาด และยังดูไม่เก่าเลย) ด้านการปกป้องอุปกรณ์ต้องบอกว่าดีกว่า F-3 แน่นอน เพราะมีการบุผ้านิ่มทุกด้านในขณะที่ F-3 ไม่มีบุอะไรเลย (แถมไอ้เราจะใส่ padded insert เองก็หายากและไม่เข้ากับแนวกระเป๋าไปซะอีก….)

ด้านการใช้งาน กระเป๋าตัวนี้เหมือนจะให้ช่องมาเยอะ แต่ก็ใส่อะไรไม่ได้มากเท่าไหร่ ช่องหน้าท้องพอจะใส่หนังสือหรือแผนที่ได้ (ใส่ eBook reader Sony PRS505 ของผมได้พอดี) ช่องด้านข้างถ้าคนถ่ายฟิล์มก็ใส่ฟิล์ม มันมีสองข้าง ข้างนึงใส่ฟิล์มสด อีกข้างใส่ฟิล์มที่ถ่ายแล้ว เหมาะเจาะ หรือจะเอามาใส่พวกฟิลเตอร์ก็เหมาะเช่นกัน) ช่องด้านบนตรงฝากระเป๋าด้านในสงสัยต้องเอาไว้ใส่ลูกอมหรือไม่ก็เข็มทิศ เพราะเล็กได้ใจ (ใส่ memory card ก็น่าจะเหมาะ) ส่วนช่องด้านหลังผมไม่แน่ใจว่าตอนออกแบบเค้าคิดจะให้ใส่อะไร แต่ผมใส่ปากกาและมือถือก็หยิบใช้สะดวกดี ไม่ต้องกลัวตกเพราะมันลึกและหนีบแน่นพอสมควรเลย

ถามว่าหยิบของออกมาสะดวกมั๊ย? ด้วยความเป็นกระเป๋าฝาชั้นเดียว ก็ต้องตอบว่า “สะดวก ถ้าไม่ได้ยึดตัวล๊อคเอาไว้” เพราะถ้ายึดเจ้าตัวล๊อคฝากระเป๋าเอาไว้ คนใช้ Domke ทุกรุ่นต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันแน่นมาก กว่าจะบีบกว่าจะดึง แน่นเป็นเอกลักษณ์จริงๆ (เอาจริงๆ มันเจ็บมือเลยนะ แถมจะหนีบมือเอาง่ายๆ) แต่เจ้า F-8 นี่ดีหน่อยที่ถึงไม่ยึดตัวล๊อคเอาไว้ มันก็ปิดแน่น เพราะมีตีนตุ๊กแกที่ฝากระเป๋าไว้ยึดกับตัวกระเป๋าเวลาปิดด้วย

สรุปว่าเป็นกระเป๋าใบเล็กที่น่าใช้ครับ สำหรับวันที่ไม่ได้จะไปมุ่งถ่ายภาพจริงจังแต่อยากติดเอากล้องไปด้วย และในบรรดากระเป๋ากล้องใบเล็ก ตัวนี้หน้าตาดีที่สุดครับ (ผมว่างั๊นนะ) เรื่องราคา ร้านใหญ่ตราต้นไม้ผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการเค้าว่าราคาไว้ที่ 4,000 บาท (ตอนนี้ไม่เห็นลงราคาไว้แล้ว สงสัยจะไม่เอาเข้ามาแล้ว) ผมว่าแพง และคิดว่าน่าจะหาได้ถูกกว่านี้ซักพันนึงครับ (เพราะราคา US มันแค่ 80 ดอลเอง…)

TENBA Black Label Small Shoulder Bag

Black Label เป็นกระเป๋าสะพายรุ่น top ของ TENBA ซึ่งมีอยู่สองสไตล์ด้วยกันคือ Shoulder Bag ซึ่งจะเป็นทรงกระเป๋ากล้อง Classic ธรรมดาคือมีช่องใหญ่ไว้ใส่กล้องกับเลนส์ และมีกระเป๋าข้างไว้ใส่ของอื่น และ Satchel ซึ่งจะเป็นกระเป๋าทรงสูง ไม่มีกระเป๋าข้าง คล้ายๆ จะเป็นกระเป๋าย่าม (แต่ก็เป็นกระเป๋ากล้องนะ) แต่ละสไตล์ก็จะมีขนาดของมัน โดย Satchel จะมีเล็ก กลาง ใหญ่ ส่วนเจ้า Shoulder Bag ของผมนี่มีเล็ก กับใหญ่ ตัวที่เอามารีวิวนี้เป็น Black Label Shoulder Bag ขนาดเล็กครับ

ถามว่าสวยมั๊ย? ผมว่าสวยเลย ดูออกว่าไม่ใช่กระเป๋ากล้องธรรมดาๆ จับแล้วรู้สึกมั่นใจในความแข็งแรงของวัสดุ และการปกป้องอุปกรณ์ เอาแค่ก้นกระเป๋าก็หนาเป็นเซ็นต์แล้ว (จริง) ส่วนถ้าจะถามว่ามันจุมั๊ย? จริงๆ ต้องถามต่อว่าจะเอาไปใส่อะไร? เพราะอย่างที่รู้กันว่ากล้องมันเป็นอุปกรณ์ที่มีมิติแปลกกระปลาด ไม่ใช่จะเหลี่ยมลูกบาศก์ หรือกลมกลิ้งแต่อย่างใด ดังนั้น จุหรือไม่ อยู่ที่ว่าเอาอะไรไปใส่ด้วย ถ้าเอา RB67 ติดเลนส์ไปใส่ก็จะต้องบอกว่า “ไม่จุ” เพราะเจ้าตัวนี้จะใส่ RB67 (ติดเลนส์) ได้แค่ตัวเดียว ไม่มีทางจะจับให้ใส่อะไรอื่นได้อีกเลย เนื่องจากมันจะเหลือที่ด้านข้างไม่กว้างพอ และถึงจะเหลือที่ด้านบนอีกพอสมควรแต่ก็คงเอาอะไรมาวางทับเจ้า RB67 ยากเหมือนกัน (แต่ถ้าแยกร่างออกมาก็ใส่ได้เยอะครับ)

แต่ถ้าจะเอาไว้ใส่ SLR ก็ต้องบอกว่าจุครับ ยิ่งเอามาใส่ SLR ระบบฟิล์มแล้วก็จะใส่กล้องได้สองตัวกับเลนส์อีกอย่างน้อย 4 ตัวทีเดียว (ว่ากันเฉพาะที่ช่องใหญ่นะ) การจับถือทำได้ดี กระเป๋าดูเป็นก้อนดีมาก มันไม่โอบตัวแบบ Domke ตอนไม่มี insert แต่ก็ดู protective มากกว่า Domke เยอะแบบรู้สึกได้จากการสัมผัส ที่ว่ากันว่าตกน้ำแล้วลอย (เพราะ seal ดีมาก) ก็น่าจะจริงตามว่า (ไม่กล้าลอง แต่มีรีวิวฝรั่งว่าแบบนี้จริงๆ)

ช่องต่างๆ เป็นอย่างไรบ้าง? ช่องด้านในก็มาตรฐานครับ ขนาด 10W X 7.5D X 7.0H (ไม่ได้วัดเอง) ส่วนช่องข้าง ต้องตอบว่าจุเกินคาด เพราะวัสดุสามารถยืดหยุ่นได้นิดๆ แม้จะไม่มากแต่ก็ทำให้มิติของกระเป๋าหลอกตาพอสมควร มันจุกว่าที่ตาเห็นว่างั๊นก็แล้วกัน ช่องด้านหน้ากับช่องที่ฝากระเป๋าก็ทำออกมาสำหรับใส่ของกระจุกกระจิกตามประสากระเป๋ากล้องทั่วๆ ไป ซึ่งตรงส่วนฝาผมต้องขอชมว่าออกแบบมาได้ดี ชอบตรงที่ฝากระเป๋าชั้นในสามารถใช้ตีนตุ๊กแก (Velcro) ติดไว้กับฝาด้านบน (ดูภาพ) เอาไว้เพิ่มความสะดวกในการหยิบล้วงเอาอุปกรณ์ในกระเป๋าโดยไม่ต้องเปิดฝาถึงสองชั้น ซึ่งตรงนี้ Fotofile Professional P-1 และ Driftwood 7607 ก็มีฝาสองชั้นแบบนี้ แต่ไม่ได้มีตีนตุ๊กแกไว้ให้ฝาทั้งสองชั้นมันติดกัน เวลาล้วงเอาอุปกรณ์ก็ต้องขอสารภาพว่าเหนื่อยพอสมควรเพราะต้องเปิดฝาถึงสองชั้นนั่นเอง

อีกเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบที่น่าชื่นชมก็คือเรื่องสายสะพาย ตอนแรกผมเห็นบางๆ ไม่ค่อยสวย แต่มันทน และไม่ยับเลยครับ แถมตรง shoulder pad นี่เป็นอะไรที่สบายที่สุดเท่าที่เคยใช้มา โอบเข้ากับรูปไหล่ และไม่ไถลครับ เหนือกว่า Domke, Kata, Lowepro แต่ข้อเสียคือมัน “เลือกข้าง” ครับ ถ้าเราตั้งไว้สะพายไหล่ข้างไหนแล้วจะสลับไปอีกข้างไม่ได้นอกจากถอดสายมาใส่ใหม่….. (แต่ปกติเค้าสลับข้างกันหรือเปล่า? ผมไม่สลับ สะพายขวาตลอด เลยไม่มีปัญหา)

ถามว่ามันเหมือนอะไร? ผมว่ามันคล้ายๆ Fotofile Professional P-1 ครับ เล็กกว่า หนักกว่า แต่วัสดุดีกว่ามาก เรียกว่าตั้งแต่ความหนาของกระเป๋า วัสดุที่ใช้กันน้ำได้ดีกว่า แถมยังแลดูสวยงามกว่า และกระเป๋าน่าจะปกป้องอุปกรณ์ได้ดีกว่าเยอะ (P-1 นี่เอาจริงๆ แล้วเวลาวางแรงๆ กลัวอุปกรณ์ด้านในจะพังเหมือนกันเพราะผ้าบาง) แต่จะว่าไปแล้ว P-1 และ Black Label จะคล้ายกันก็ไม่น่าจะแปลกอะไร เพราะเข้าใจว่า P-1 นี่ก็มีต้นแบบมากกระเป๋าของ TENBA ก่อนจะมาเป็น Black Label นั่นเอง (จำชื่อรุ่นไม่ได้ แต่หน้าตาเหมือนๆ Black Label แต่เป็นมี 2 tones)

ราคาหาซื้อได้ในไทยใบนี้ประมาณ 5,000 บาท ส่วนใบใหญ่ 5,000 ปลายๆ หลายๆ คนคิดว่าเอ๊ะ ซื้อใหญ่เลยไม่ดีเหรอ? แนะนำว่าอย่าครับ อย่าเพิ่งเห็นว่ามันแพงกว่านิดเดียวเลยเอาใหญ่เข้าว่า เพราะถ้าซื้อมาไม่ได้ใช้เนื้อที่ตรงนั้น มันก็เท่ากับสูญเปล่าครับ ก่อนซื้อให้ลองคิดก่อนว่าจะเอามาใส่อะไร ลองเข้าไปในเว็บผู้ผลิต เค้าจะบอกใน specifications เลยว่า interior dimensions หรือมิติภายใน (กว้าง ยาว สูง) มันเท่าไหร่ แล้วมาดูของที่เรามีว่าต้องเอาเท่าไหร่ถึงจะพอ อันนี้ขอพูดเลยไปถึงกระเป๋า Fotofile หน่อยครับ เพราะผมเองก็เป็นแฟนกระเป๋าเค้าหลายรุ่นเหมือนกัน แต่ที่อยากให้ Fotofile ปรับปรุงก็คือการรายละเอียดของมิติภายในกระเป๋าเหมือนกันเป๋าแบรนด์นอกครับ ผมไม่ค่อยมีเวลาไปเดินห้าง เวลาที่ผมจะ research หาของก็คือเวลาที่ผมอยู่หน้าคอม ถ้าบอกมิติภายในเนี่ย มันช่วยในการตัดสินใจเยอะครับ และก็ไม่น่าจะเป็นอะไรที่ยากเย็นอะไรมากมายเลย (ผมว่ากระเป๋าเค้าทำดีนะ ดีขึ้นเรื่อยๆ เจ้าเป้ Touring Pixel นี่ผมชอบมาก เสียดายน่าจะทำช่อง Notebook ให้อีกหน่อย….)

กลับมาที่ราคา ถามว่าห้าพันเนี่ย แพงมั๊ย ผมว่าถูกครับ ถูกเมื่อเทียบกับราคาต่างประเทศ เพราะใบนี้ที่ USA ขายกันที่ 170USD แปลงมาเป็นเงินไทยก็เท่าๆ กันพอดี (ไม่เหมือน Domke ที่แปลงยังไงก็ยังงงว่ามันค่าอะไรกันน้อ)แล้วถ้าเทียบกับตัวคุณภาพกระเป๋าล่ะ แพงมั๊ย? ผมว่าไม่แพง แต่ก็ไม่ถูกครับ กระเป๋าถูกกว่านี้แต่น่าใช้ก็มีหลายรุ่น อย่าง Lowepro ในตระกูล Nova ของเค้าก็ดี หรือแม้กระทั่ง Fotofile เอง ถ้าอุปกรณ์ไม่หนักมาก ก็น่าใช้ครับ (ผมว่าผ้าเค้าบาง ถ้าใส่หนักกลัวว่าจะไม่ protective) และที่ว่าไม่แพง ก็เพราะยังมีกระเป๋าที่แพงกว่านี้โดยหาสาเหตุไม่ได้อีกหลายยี่ห้อเหมือนกัน

คะแนน

วัสดุ 5/5

การออกแบบ 4/5 เพราะมันก็คลาสสิคเกิ๊น เรียกว่าแทบจะไม่มีอะไรใหม่ แต่ก็เป็นคลาสสิคที่ทำได้ดี เพราะเค้าก็เอาไอ้เก่าๆ น่ะมาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

Protection 5/5

ความพอใจ 4.5/5

KATA Digital Case DC 443

DC-443 เป็นหนึ่งในกระเป๋าในซีรีย์ Kata’s Digital Photo Series (แปลกดีเหมือนกันที่กระเป๋ากล้องจะเรียก series แต่กระเป๋ายี่ห้อบูติคจะเรียกว่า Collection ไม่รู้ทำไม) ผมซื้อมากะจะหาอะไรที่มันใส่ Mamiya RB67 ติดเลนส์ ติดแบค ได้พอดีๆ เอาไว้หิ้วไปถ่ายชิวๆ (กล้องตัวหลักห้อยคอ ส่วนกล้องตัวรองเอาไว้เน้นๆ ก็ใส่กระเป๋า) มองหาตามเว็บ ดู dimension อยู่นาน ก็มาเจอเจ้าตัวนี้ที่พอจะเข้าเค้า (มิติมันได้)

จะว่ากันจริงๆ แล้ว วัตถุประสงค์ของผมกับกระเป๋าใบนี้ก็ไม่ค่อยจะเข้ากับที่เค้าออกแบบมาเท่าไหร่ เพราะไม่ว่าจะด้วยรูปทรงหรือชื่อรุ่นมันก็ไปทางดิจิทัลจ๋าเต็มพิกัด แต่ผมดันเอามาใส่กล้องฟิล์มตัวเขื่องไปได้ ซึ่งจริงๆ แล้วผมหากระเป๋าที่มันพอดีกับตัวกล้องมากกว่านี้ อยากได้แบบพอดีเป๊ะๆ ซึ่งเจ้า 443 อันนี้พอวางเจ้า RB67 เข้าไปแล้วก็ยังหลวมๆ แถมยังเหลือที่ด้านบนอีกเป็นนิ้วสองนิ้ว เวลาถือเดินของข้างในก็โคลงพอรู้สึกได้ แต่ก็เป็นกระเป๋าที่พอดีกับตัวกล้องที่สุดที่หาได้แล้วตอนนี้ (ถ้าผมจะเอาไปมากกว่า RB67 ตัวเดียว ผมจะใช้ Domke F-804 Super Satchel (หาซื้อ Insert ต่างหาก) ซึ่งเมื่อวางเจ้า RB67 แนวตั้งแล้วจะเหลือที่ไว้ใส่อย่างอื่นพอสมควร และด้วยมิติของ RB67 แล้ว ต้องบอกว่าการวางแนวตั้งใน F-804 เป็นอะไรที่พอดีมากๆ เหลือที่ไว้อีกครึ่งกว่าๆ กั้นช่องใส่เลนส์ก็ได้ ใส่หนังสืออ่านเล่นก็ดี (ใส่ไปทำไม?) หรือจะใส่ SLR อีกตัวก็เหมาะ แต่ต้องแบกหนักไหวด้วยนะ….

ด้านการออกแบบ DC 443 ก็ไม่มีอะไรมาก มีช่องใหญ่ 1 ช่อง ช่องเล็กด้านข้างเอาไว้ใส่ของบางๆ (เอกสาร เงิน การ์ด ปากกา ฟิล์ม ซึ่งจะว่าไปการมีช่องด้านข้างสองช่องนี่เป็นเรื่องดีของคนถ่ายฟิล์ม เพราะข้างนึงจะได้ใส่ฟิล์มใหม่ และอีกข้างจะได้ใส่ฟิล์มถ่ายแล้ว) อีกข้างละช่อง ด้านในก็มี insert ให้พอสำหรับจัดเข้ากับกล้อง SLR ติดเลนส์ กับเลนส์ได้อีกตัวสองตัว มีช่องใส่ของประจุกกระจิกที่ฝากระเป๋าด้านในอีกหน่อย รวมๆ แล้วก็เป็นกระเป๋าหน้าตาไฮเทค จะว่าสวยก็สวยมั๊ง แต่จะว่าไม่สวยก็ไม่ใช่ 555 ก็ว่ากันไปตามประสา KATA ที่มักจะออกกระเป๋าหน้าตาประหลาดๆ มาอยู่แล้ว (ใครไม่เชื่อลองดูเป้ 3N1 ของเค้า สวยทีเดียว แต่ก็สวยแบบประหลาดๆ อยากได้เหมือนกัน แต่เหมือนที่ไทยจะมีขายแต่รุ่น 3N1 30 ซึ่งเป็นรุ่นเก่า)

KATA ใส่ใจรายละเอียดกระเป๋าพอสมควร มีสายสำหรับคาดกระเป๋าเดินทางติดมากับหลังกระเป๋าตาม trend เป๊ะ (ตอนนี้ถ้ากระเป๋าสะพายข้างรุ่นไหนยี่ห้อไหนไม่มีตรงนี้ ต้องบอกว่าคนออกแบบตก trend ไปเยอะ เพราะเค้ามีกันทุกใบทุกยี่ห้อ) หูหิ้วด้านบนทำออกมาแข็งแรงและสวยงาม เข้ากับตัวกระเป๋า ขอเกี่ยวสายสะพายสีเงินด้านดูแข็งแรงดี แต่ถ้าจะให้ติก็ขอติว่ามันดูเบาไปนิด และน่าจะเป็นสีดำหรือสีเงินเงาๆ จะสวยกว่านี้ (สีเงินเงาๆ ทนดีด้วย ไม่ลอก) และส่วนอื่นๆ ที่น่าประทับใจก็คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่เก็บหัวซิป (ตามภาพ) ไม่รู้ใช้ประโยชน์อะไรได้มากน้อยเท่าไหร่ แต่เห็นแล้วก็ชื่นใจที่คนทำใส่ใจ ทำให้กระเป๋าดูเรียบร้อยเป็นก้อนเพิ่มอีกนิด

ด้านวัสดุ เป็นผ้าใบเคลือบพลาสติก (จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร) กันน้ำได้แน่นอน ความหนาแข็งแรงทนทานน่าจะไว้ใจได้ ใส่เจ้า RB67 เข้าไปทั้งตัวก็ย้วยนิดนึง (ก็บอกแล้วว่าเค้าออกแบบมาใช้กับกล้องดิจิทัลซึ่งเบากว่า RB67 Kit มาก) แต่ก็อย่างที่บอก มันย้วยนิดนึงเท่านั้น ไม่น่าเกลียด และด้วยวัสดุที่หนาพอใช้ได้ก็ทำให้มั่นใจได้ว่าเวลาวางแรงๆ อุปกรณ์ข้างในก็น่าจะยังมีสวัสดิภาพตามปกติของมัน

ข้อที่น่าจะมี (แต่ดันไม่มี) ก็มีเหมือนกัน เช่น กระเป๋าตาข่าย (Mesh Pocket) ที่อยู่ด้านข้าง ดันให้มาข้างเดียว ไม่รู้จะแนวไปไหน กระเป๋าด้านหลังนอกจากช่องสอดกับล้อลากแล้วก็ไม่มีอะไรอีก จริงๆ น่าจะทำกระเป๋าไว้เสียบหนังสือหรือเอกสารเล็กน้อยซะหน่อยก็น่าจะทำให้กระเป๋าดูมี function ขึ้นมาโดยไม่เสีย look ของความ hi tech ไป

คะแนน

การออกแบบ 4/5 ไม่สวยมาก แต่ก็ดูดี เรียบๆ ขาดๆ ไปนิดตามที่ว่าไป

วัสดุ 4/5 ถ้ารับน้ำหนักได้มากกว่านี้จะดีมาก (แต่ก็ว่าไม่ได้ เพราะ RB67 ติดเลนส์มันหนักกว่า 2 กิโลกรัมเลยทีเดียว)

Protection 4/5 ผ้าไม่ได้หนาเวอร์ แต่ก็หนาพอสมควร ผ้ากันน้ำได้ และโยนลงน้ำอาจจะลอย (ไม่ได้ลอง)

ความพอใจ 4/5 เก๋ดี สะพายไปไหนก็รู้ว่าเล่นกล้อง

DC443 ในไทยหาได้ในราคา 2,000 บาท ร้านไหนขายแพงกว่านี้แนะนำให้ต่อราคาครับ./

Sony A77: An Impression

Have been reading, with high anticipation, about Sony new top of the advanced amateur line DSLR, the Alpha A77’s EVF technology for a while and could not get a clear impression what it looks and feels like. So I went to Sony Style and tried it today.

IMPRESSIVE!

First of all, the view is much larger than mirror/prism based viewfinder of the same class of camera (APS-C). The size is comparable to that of full frame SLR; to me, this is just revolutionary and a technological breakthrough, indeed.

Most importantly, the resolution and sharpness are so good that I forgot I was looking at an EVF! But when I looked with scrutiny, okay, I found that, though very good, it is not as good as a good prism finder. Seem like one need to trade size for sharpness. Well, unlike a prism finder, EVF is able to show any information and parameters, but I could not care less about that.

Body construction is on par with competitors, namely Canon 7D and Nikon D7000. I am not sure about Olympus E-30 and Pentax K-5/7 however as I have never held one in hand. If a classic and all-metal SLR is 10 in robustness, this A77 could be around 8, really good.

The price tag for A77 here in Thailand is THB42,000 for the body and around THB62,000 with its F/2.8 kit lens. As I know that A77 will not give me any advantage in image quality over the gears I already own, so I would save this and better buy a new scanner for my medium format gears. Apart from the price, great job Sony. I am truly impressed!

csirre@googlemail.com

ยูริออกิส์ แกมโบว์ (Yuriokis Gamboa) คิดสู้กับแมนนี่ ปาเกียว?

ยูริออกิส์ แกมโบว์ นักชกสัญชาติคิวบา ประกาศทั้งก่อนและหลังการชกกับแดเนียล ปองเช่ เดอ เลออน (Daniel Ponce de Leon) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2011 ที่ผ่านมาว่าตนเองมีปัญหาเรื่องการทำน้ำหนัก และจะชกในพิกัดเฟเธอร์เวต (126 ปอนด์) เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว โดยตนหวังจะได้ชกกับแมนนี่ ปาเกียว ในรุ่น 146 ปอนด์ ในที่สุด

พูดถึงการชกกับแมนนี่ ปาเกียว เรื่องรูปร่างและน้ำหนักของแกมโบว์ไม่น่าจะเป็นข้อเสียเปรียบแต่อย่างใด เพราะแกมโบว์สูง 168 เซนติเมตร เตี้ยกว่าปาเกียวเพียง 1 เซนติเมตรเท่านั้น ส่วนทางด้านน้ำหนัก แกมโบว์ขึ้นชกกับเดอ เลออน ด้วยน้ำหนักวันชก 138 ปอนด์ เทียบกับปาเกียวที่แม้จะอยู่ในรุ่นเวลเตอร์เวต แต่ก็ไม่เคยมีน้ำหนักถึงพิกัด 146 ปอนด์ซักครั้ง (จะอยู่ที่ 140-144 ปอนด์ตลอด) ก็ต้องถือว่าเป็นมวยที่มีขนาดทางกายภาพเท่าๆ กัน

ทางด้านฝีมือ แกมโบว์ถูกวางให้เป็นนักชกทีมีสปีดหมัดสูงที่สุดคนหนึ่งของนักมวยในปัจจุบัน และเป็นนักมวยที่มีหมัดชุดดี ต่อยคู่ต่อสู้น็อคเอาท์กระจุยมานักต่อนักแล้ว ทางด้านชื่อเสียงจึงเรียกได้ว่ามีดีกรีเพียงพอที่จะท้าสู้นักมวยที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลกเมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ที่ชื่อว่าแมนนี่ ปาเกียว แล้วฝีมือการชกจริงๆ ของแกมโบว์เป็นอย่างไร?

แมนนี่ ปาเกียว ในยุคหลังๆ เรียกได้ว่ามีลีลาการชกที่โหดและดุดันมาก ปาเกียวใช้ความเร็วและความหนักของหมัดไล่ชกคู่ต่อสู้ทุกคนกระเจิงแพ้หมดรูป ไม่ว่าจะโดยการน็อคเอาท์หรือคะแนน นักมวยหน้าไหนไม่ว่าจะดังมาก่อนมาจากสถาบันไหน ถ้าได้อยู่ในรุ่นใกล้ๆ กับปาเกียวก็ล้วนแต่โดนถลุงแพ้ขาดลอยมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนักชกในตำนานอย่าง “ชูการ์” เชน มอสลีย์ นักชกคางหินตัวโตอย่างอันโตนิโอ มาการ์ริโต้ หรือนักชกหมัดหนักมากลีลาอย่างมิเกล “แองเจิ้ล” ค็อตโต ยังไม่รวมนักชกในรุ่นเล็กๆ ที่ปาเกียวสร้างชื่อเอาชนะมาได้อย่างมาโคร์ อันโตนิโอ บาร์เรร่า และเอริค โมราเลส ที่ทั้งสองคนชกกันแทบเป็นแทบตายหลายครั้งแบบสูสี แต่ก็แพ้แมนนี่ ปาเกียวแบบหมดสภาพทั้งคู่

ส่วนยูริออกิส์ แกมโบว์ เอาเฉพาะไฟต์นี้ที่ชกกับแดเนียล ปองเซ่ เดอ เลออน นักชกอดีตแชมป์โลกชื่อเสียงปานกลาง จะเห็นได้ว่าแกมโบว์ แม้จะต่อยได้มากกว่า แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะเดอ เลออน แบบเด็ดขาดได้ แกมโบว์ชกแบบแลกหมัดกับเดอ เลออน ตลอดการชก แม้น้ำหนักหมัดของแกมโบว์จะหนักกว่าแบบพอสังเกตุได้จากอาการบาดเจ็บของเดอ เลออน แต่ถ้าเทียบจากปริมาณหมัดที่แกมโบว์โดนแล้วก็เรียกได้ว่าแทบไม่แตกต่างจากที่ต่อยโดนเดอ เลออนเลยก็ว่าได้ เมื่อมองจากมุมมองที่ว่าเดอ เลออนเป็นนักชกที่มีสปีดหมัดธรรมดา ฝีเท้าและน้ำหนักหมัดอยู่ในขั้นไม่โดดเด่นแล้ว ทำให้เห็นความชัดเจนว่ารัศมีของแกมโบว์ยังห่างจากแมนนี่ ปาเกียวอีกพอสมควร ทั้งรูปร่างที่แม้จะอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าพอๆ กัน แต่แกมโบว์ก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบเล็กน้อย

ถ้าได้ชกกันจริงๆ ต้องโดนแพคแมนต่อยเละตามระเบียบ!!

Live Wire [2011]

Maybe this is the final chapter of my beloved and most favorite Myron Bolitar novel…. T T (or maybe not? Who know but Coben Harlan is now writing another book with the main character of the same name, but not the same Myron Bolitar….) And to me, this one is the finest book from Myron Bolitar series to date. The story is about lies and total transparency in our lives, one has to choose whether to bury or to expose the secret, and consequences are hardly predictable. The book twists in Harlan Coben’s signature suspense style, he really excels at this.  I don’t have much to say as it would spoil the content but I really truly enjoy reading this. 5 out of 5 from me, worth every second of my time!

The Next Three Days [2010]

I didn’t expect this one to be this good. I had no idea what this movie was about when I started watching it. And the movie just dragged me in. I cannot even look away from the screen. Russel Crowe perform flawlessly, he is really good at acting as a weak man trying to be tough. Really I can see weakness (but with determination that he would never give up) in his eyes, awesome!

The story is about a man trying to rescue his wrongly-convicted wife from prison, that’s it. If I am to pick a flaw in this movie, it might be that the security protocol of the prison seems too easy to mess up with, well, I am not sure of the real protocol but this one seems too easy for me, especially for an average guy like the main character in this movie.

Except that, over quality of the movie just thrilled me. 4.5 out of 5 from me. Just great.

 

PS: I love seeing Liam Neeson like this too, ha ha.

Letters to Juliet [2010]

As far as I can remember, I have never heard of this movie when I was theatrically released here in Thailand. I came across this movie by surfing through movies starred by Amanda Seyfried and thus I found it. The revenue it generated is okay so I gave it a try.

I was surprised as the movie is surprisingly good! The storyline looks simple, just a guy and a girl met with some stories and troubles which they were to get through and then, whoa, a happy ending. However, this simplicity is, to me, flawless. The scenes and camera works are first rate, so are the musical elements of it. Italy is as beautiful and romantic as ever (at least on film and good photographs.) Also the performances of actors are of super high quality; Amanda is super gorgeous in this movie, IMHO. And what I am impressed the most is the fact that there are no lame lines here, I even especially like some lines impressively as it suits the story brilliantly. Letters to Juliet can surely generate smiles. This is 4.5/5 from me. A must see. And yes, ‘How many Sophie in this world?’

Pacquiao v. Mosley [7 May 2011] Prediction!

เป็นอีกคู่หยุดโลกในฝันที่เคยฝันไว้ว่าอยากจะดู แต่อยากบอกว่ามวยคู่นี้จะสนุกกว่านี้ ถ้ามอสลีย์ชกกับปาเกียวก่อนที่จะไปชกกับเมย์เวทเธอร์…..

ทำไม?

เพราะการชกกับเมย์เวทเธอร์ทำให้ผู้ชมทั้งโลก (หรืออาจจะแค่ผมคนเดียว) เข้าใจได้ทันทีว่า มอสลีย์ แม้จะเป็นอัจฉริยะในเชิงมวยและมีสปีดหมัดที่รวดเร็ว (ถึงจะอายุกว่าสี่สิบปีแล้วก็ตาม) ก็ยังแก้ปัญหาบนสังเวียนได้ไม่เก่งเหมือนยอดมวยอีกหลายๆ คน ซึ่งรวมถึงนักมวยที่ชื่อฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ ด้วย (คนอื่นๆ เช่น เบอร์นาร์ด ฮอปกินส์, ฮวน มานูเอล มาเกซ เป็นต้น)

และบังเอิญเสียเหลือเกินที่แมนนี่ ปาเกียว ที่จับคู่กับเฟรดดี้ โรช ก็เข้าข่ายเป็นนักมวยสไตล์นั้น!!!

แล้วการชกไฟต์นี้จะเป็นอย่างไร?

ต้องบอกว่าสนุกแน่ เพราะต่างฝ่ายต่างเป็นมวยเชิงบุกที่มีน้ำหนักหมัดดีและสปีดหมัดรวดเร็วทั้งคู่ ทั้งสองฝ่ายคางหินทั้งคู่ ล้มกันนับครั้งได้ (มอสลีย์เคยโดนนับแค่ครั้งเดียวในชีวิตการชกอาชีพ ส่วนปาเกียวแม้จะเคยโดนน๊อค แต่ก็เป็นการโดนน๊อคเพราะถูกต่อยที่ท้องในสภาพอิดโรยจากพิษการลดน้ำหนัก) จุดตัดสินจึงอยู่ที่ว่าฝ่ายใดจะชกโดนอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่าเท่านั้น (แหงล่ะ…) มอสลีย์ เป็นมวยเบสิคสากล มาจากการชกสมัครเล่น เข้าออกด้วยการใช้หมัดหน้าตามแบบฉบับมวยสากลนิยมเป๊ะ ส่วนปาเกียวเป็นมวยที่ไม่ค่อยใช้หมัดแย๊ป แต่จะใช้ซ้ายตรงเสียมากกว่า แต่ก็หมัดตรงนี่แหละที่ทั้งเร็วและหนัก แถมยังออกได้หลายมุม

มองว่าถ้ามอสลีย์ยอมเป็นฝ่ายตั้งรับ ถอยบ้าง สวนบ้าง น่าจะมีลุ้นชนะปาเกียวได้ด้วยเชิงชกที่เหนือกว่า แต่ถ้าเข้าไปแลกกันซึ่งๆ หน้า ก็ไม่น่าจะทานพลังและความแม่นยำของกำปั้นแพคแมนได้ ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ปาเกียวซึ่งตัวเล็กกว่า แถมยังขยันโยกขยันมุด น่าจะออกหมัดได้เข้าเป้ามากกว่ามอสลีย์ซึ่งมักจะไม่ขยันโยกหรือมุดเหมือนปาเกียว แต่จะใช้ประโยชน์จากช่วงชกและสปีดหมัดเอาชนะคู่ต่อสู้เสียมากกว่า (โชคร้ายที่ปาเกียว และเมย์เวทเธอร์ ก็ไม่ใช่มวยที่มีสปีดหมัดด้อยกว่ามอสลีย์เลย)

ส่วนตัวแล้วเชียร์มอสลีย์ เพราะชอบรูปแบบการชก แต่คาดว่าปาเกียวน่าจะชนะ อาจถึงน๊อคถ้าเดินหน้าแลกกันตั้งแต่แรก!

รักมันใหญ่มาก

ใหญ่มากจริงๆ กับเรื่องราว Medley ของรักวัยรุ่น 4 คู่ 4 รสชาติที่แต่ละคู่ถ้าเป็นการ์ตูนขายหัวเราะก็จะเป็นการ์ตูนหน้าเดียวจบอย่างแน่นอน รักมันใหญ่มากเดินเรื่องด้วยการเล่าถึงความเป็นมาของความรักระหว่างหนุ่มสาวทั้ง 4 คู่โดยเล่าทีละคู่ แต่ละคู่ไม่มีความเกี่ยวพันอะไรกัน แต่ทุกคู่มาดูคอนเสิร์ต Big Mountain ที่เขาใหญ่ทั้งหมด (ซึ่งก็ไม่ได้มาเจอกันและไม่รู้ว่าการมาดูคอนเสิร์ตจะเกี่ยวกับเรื่องหรือเสริมบทอะไรที่ตรงไหน…) 4 คู่ที่ว่าก็มีทั้งที่สมหวังและผิดหวัง ถามว่าหนังมีเรื่องราวกระชากอารมณ์โดนใจหรือไม่ก็ต้องบอกว่า “ไม่มีเลย” ไม่มีคู่ไหนมีเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาหรือน่าจดจำแต่อย่างใด การแสดงของดาราหน้าใหม่ (หรือไม่ใหม่แล้วก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน) ออกมาค่อนข้างดี มีขัดหูขัดตาบ้างก็เป็นส่วนน้อย (ยกเว้นคู่แรก โบ๊ทกับฝน ที่แสดงออกมาได้บรรยากาศน่าอึดอัดมากๆ) แต่สิ่งที่แย่ที่สุดในหนังเรื่องนี้คือการกำกับที่ไม่สามารถทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมใดๆ กับตัวละครในหนังได้เลย มุกส่วนมากจะฝืดแทบทั้งหมด ดนตรีในหนังไม่มีอะไรนอกจากเอาเพลงมาเปิด (แบบไม่ค่อยจะเกี่ยวกับเรื่องและอารมณ์ของตัวละครเท่าไหร่) หนังออกแนวเน้นบทพูดของตัวละคร แต่บทพูดก็แต่งออกมาไม่ค่อยธรรมชาติ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นเรื่องบางช่วงขาดที่มาที่ไปทำให้พอดูไม่เข้าใจแล้วก็พาลกลายเป็นไม่สนุกไปซะงั๊น….(เช่น ตอนที่เอื้อยงอนหยก และตอนที่ทั้งสองกำลังจะปรับความเข้าใจกัน ซึ่งก็ไม่รู้จะร้องไห้อะไรกันนักหนา ซีนแบบนี้แค่น้ำตาซึมนิดๆ ก็น่าจะพอแล้วไม่ต้องโอเวอร์แอคติ้ง เป็นต้น) ส่วนทางด้านภาพก็จัดว่าธรรมดา ไม่สวยไม่ขี้เหร่ ไม่น่าเข้าไปเสพแค่ภาพ สรุปสั้นๆ ว่าไม่น่าเสียเงินไปดู และต่อให้มีมาฉายให้ดูฟรีทางจอแก้วก็คิดว่ายังไม่น่าจะเสียเวลามานั่งดู เป็นหนังไทยที่แย่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูมาเลยทีเดียว… 0.5/5

Next Page »



Follow

Get every new post delivered to your Inbox.